แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

6 เมษายน 2559

เมื่อความฝันกลายเป็นความจริง

สวัสดีครับ ผมเอกอินดี้ วันนี้จะมาเล่าเรื่องของความฝันที่กลายเป็นความจริง

เมื่อผมได้ตัดสินใจออกจากงานประจำ เพื่อที่จะเป็นช่างภาพระดับโลก ทำไมถึงต้องเป็นช่างภาพระดับโลก

  1. ได้เที่ยวทั่วโลกอย่างแน่นอน 
  2. เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก 
  3. ได้ถ่ายรูปบันทึกความทรงจำ
  4. ฯลฯ
ผมก็ยังรับจ้างถ่ายรูปอยู่บ้างในตอนแรก แต่มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นเป็นวันแม่ เขามีกิจกรรม  Bike for mom ที่ต้องปั่นจักรยานในกรุงเทพฯและก็ทั่วประเทศ เป็นงานที่ใหญ่มาก 

และพอดีกับที่ผมกำลังจะกลับไปหาแม่ เลยนึกขึ้นได้ว่าทำไมเราไม่ปั่นจักรยานไปหาแม่ล่ะ ผมอยู่กรุงเทพฯ แม่อยู่ชัยนาท ระยะทาง 200 กม.โดยประมาณ ตอนนั้นผมก็ไม่มีจักรยาน ไม่เคยปั่นจักรยานไกลแบบนั้นมาก่อน ทำยังไงดีล่ะ แฟนผมก็เลยสนับสนุนซื้อจักรยานให้เพราะว่าผมปั่นจริง เป็นจักยานธรรมดามีเกียร์ 


โอเคเริ่มจะยาวแล้วขอย่อเลยละกันนะครับเดี๋ยวจะไม่จบง่ายๆถ้าเล่าหมด 

ผมก็ปั่นไปหาแม่ วันที่ปั่นผมก็อัดวีดีโอเอาไว้ด้วย เพื่อให้เพื่อนๆหรือญาติได้ดูผมก็ได้ทำการตัดต่ออัพขึ้น YouTube 
กลับมากรุงเทพไม่กี่วัน น้าที่อยู่ภูเก็ตเขาเข้ามากรุงเทพฯพอดีเลยชวนผมไปกินข้าว ก็คุยกันไปเรื่อยๆ ผมบอกว่าผมจะทำงานที่เที่ยวได้ทุกวัน 

จากนั้นแหละน้าก็ชวนผมไปเที่ยวภูเก็ตเลย จะได้ไปทำวีดีโอลง YouTube ทริปนั้นผมก็ยังได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกอีกด้วย หลังจากนั้นมาเรื่อยๆน้าก็ชวนไปเที่ยวเชียงใหม่อีก มาล่าสุดคือเที่ยวเกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากไปเที่ยวประเทศนอก อยากเห็นว่าข้างนอกประเทศมันเป็นเช่นไร


เที่ยวเชียงใหม่


เที่ยวเกาหลี

ที่เล่ามาทั้งหมดคุณคิดว่าเกิดจากอะไรเหรอครับ?

ความฝันมันจะกลายเป็นจริงได้ ถ้าเราต้องการและมุ่งมั่นจริงๆ คุณต้องกล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ตอนนี้ผมจะไม่ได้เที่ยวทุกวัน แต่มันก็ใกล้เคียง และผมคิดว่าอีกไม่นานมันต้องกลายเป็นความจริงอย่างแน่นอน

ผมอยากให้ทุกคนที่เกิดมาแล้วได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำมันในชีวิตนี้ 

ผมต้องเป็นช่างภาพระดับโลกให้ได้เลย

สามารถติดตามผมได้ที่ YouTube Aek Indy


28 กันยายน 2558

อีก 50 ปีข้างหน้าจะไม่มีโรงเรียน


ทำไมผมถึงคิดแบบนี้เหรอครับ เพราะว่าโลกของเรามันแคบลงแล้ว 

โลกเราต้องการคนที่ทำในสิ่งที่รัก คนที่ประสบความสำเร็จก็ทำในสิ่งที่รัก มันถึงจะออกมาเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้เห็นกันในทุกวันนี้

แล้วไอ้โรงเรียนมันจะไม่มีได้ยังไงนะเหรอครับ ก็เพราะว่าคนที่ประสบความสำเร็จเป็นคนที่ทำในสิ่งที่รัก อนาคตผู้คนก็ออกไปศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองรักด้วยตัวเองกันหมด ไม่ต้องพึ่งโรงเรียนเหมือนทุกวันนี้ ที่คนที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุขได้ผมคิดว่ามีไม่ถึง 5% เท่านั้นที่จบมาจากการเรียนที่โรงเรียน

ใครชอบ รักอะไรก็ไปศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นๆจนเก่ง หลังจากนั้นก็สร้างผลงานให้ผู้คนเห็นว่าเราเป็นใครทำอะไร

ตัวอย่างเช่น
ผมจะเป็นช่างภาพระดับโลก เวลาถ่ายภาพแล้วนำภาพของตัวเองมาดูมันรู้สึกมีความสุข หลังจากนั้นผมก็ไปศึกษาค้นคว้าและทดลองและฝึกด้วยตัวเองหรือไปฝึกกับช่างภาพที่เราชอบก็ได้ จนกว่าจะเก่งและมีผลงานเป็นที่ประทับใจเป็นของตัวเองให้ผู้อื่นได้เห็น ส่วนจะเป็นช่างภาพระดับโลกได้ยังไง เราก็แค่ศึกษาว่าช่างภาพระดับโลกเขาต้องมีอะไรบ้าง เพราะข้อมูลมีทุกอย่างอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต

บางคนอาจสงสัยอาว ถ้าจะเป็นหมอละ 
เราก็ไปศึกษาค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง จากนั้นก็ไปฝึกอยู่กับหมอที่เก่งๆ
เป็นตำรวจละ
เราก็ไปศึกษาค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง จากนั้นก็ไปฝึกกับตำรวจเก่งๆ

ถ้าใครที่ชอบและรักสิ่งที่ต้องเองจะทำจริงๆ เขาจะทำโดยที่มีความสุขตลอดเวลา แม้เขาจะเหน็ดเหนื่อยแต่มันก็ทำให้เขามีความสุขอยู่ดี สักวันก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

เมื่อผู้คนทั้งหมดเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักได้ โลกนี้จะเปลี่ยนไปโดยที่ไม่มีใครคาดคิดได้เลยทีเดียว

ปล.นี่เป็นความคิดส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มันเป็นความจริงในอนาคต ^_^


1 ตุลาคม 2557

ค้นหาเป้าหมายที่ใช่ อย่าแขวนชีวิตไว้กับเงินทอง


ข้อความและภาพจาก หนังสือพิมพ์ M2F วันที่ 1 ตุลาคม 2014


คนเรามักจะถามว่า ถ้าอยากได้สิ่งนี้ จะต้องทำอย่างไร แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่า เราทำไปเพื่ออะไร เพราะอะไร เหตุผลจูงใจที่ขับเคลื่อนสิ่งนั้นคืออะไร ถ้าคนเรามีเหตุผลให้กับสิ่งนั้นมากพอ ก็จะมีแรงผลักดันไปสู่วิธีทำได้เอง แต่ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ต่อให้รู้ว่าต้องทำมันอย่างไรก็จะไม่ลงมือทำ

วัฒน์-นิวัฒน์ พรชัยวรกุล NLP Life Coach แห่งคอร์สกลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศของบุคคลที่ประสบความสำเร็จของโลก ปัจจุบันเดินสายจัดอบรมให้แก่บริษัทชั้นนำทั่วไทย เผยว่า นี่เป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของคนไทย ที่มักทำในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ตัวตน และความต้องการที่แท้จริงของตนเอง มักตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ตัวเงิน ต้องได้เงินมากเท่านี้ ถึงจะพอใจ เมื่อไม่พอใจ ไม่ถึงเป้าหมาย ก็ต้องหาทางไปให้ถึงจนได้

ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกล มนุษย์เงินเดือนนี่เองหลายคนคงตั้งเป้าหมายว่า อยากทำงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ เมื่อมีที่อื่นเสนอเงินเดือนที่สูงกว่า ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนโยกย้ายงาน เพราะคิดว่าซื้อความมั่นคงในระยะยาว

ยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องของช่างปั้นดินเผา 2 คน ทั้งคู่ต้องการบุกเบิกธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาลายไทยในตลาด AEC ช่างคนแรกทำไปเรื่อยๆเพราะใจรัก ช่างอีกคนตั้งเป้าว่าต้องทำกำไรเท่านั้นเท่านี้ เมื่อเปิดขายไป 1 ปี ธุรกิจก็ยังซบเซาไม่ทำเงิน แต่คนแรกยังอยู่ได้ เพราะมีความสุขที่ได้ทำมัน แต่ช่างอีกคนต้องเลิกกิจการไปสมัครงานบริษัทแล้วมองหาแต่งานที่เงินเดือนสูงๆ สุดท้ายก็จะเป็นวังวนเดิมคือ หากได้งานที่เงินดี ก็อาจจะไม่ใช่งานที่อยากทำ

นิวัฒน์ ยกอีกกรณี เป็นเด็ก ม.6 2 คนที่ฝันอยากเป็นหมอ คนแรกเป็นลูกคนมีฐานะ อยากเป็นหมอเพราะได้เงินดี มีคนนับหน้าถือตาในสังคม อีกคนเป็นเด็กชนบทห่างไกล ฝันอยากเป็นหมอเพื่อกลับไปช่วยเหลือบ้านเกิด หากถามว่า ใครจะเป็นหมอที่ดีและมีความสุขในระยะยาวมากกว่า อาจต้องยกให้เป็นเด็กคนหลังเพราะเขามุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์ เพื่อผู้อื่นมากกกว่ายึดติดเงินเดือนแพงแบบโรงพยาบาลในเมือง

เพราะงานที่เงินเดือนแพง ใช่ว่าทำแล้วจะมีความสุขเสมอไป บางคนย้ายงานมา เพราะความจำเป็นทั้งที่ตัวงานมันไม่ใช่ เรื่องนี้นิวัฒน์บอกว่า คนเราอย่ามัวหลงเงินตรา ต้องหาเหตุผลอื่นที่มากกว่าเงินทองได้แล้ว

อย่างน้อยๆ ต้องเป็นเหตุผลที่มาจากการเข้าใจตนเอง รู้ความต้องการของตนเองที่แท้จริง เพื่อยุติวงจรการเปลี่ยนงานแบบอัพเงินเดือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เสียที

ถ้าคิดอ่านทำอะไรคนเดียว ยังเห็นไม่เด่นชัดพอ ลองหาเพื่อนคู่หู คนรู้ใจช่วยไถ่ถาม สะท้อนความเป็นตัวเราให้ชัดเจน ดึงภาพฝันที่แท้จริงออกมาเหมือนโค้ชฟุตบอล ดึงความสามารถที่ซ่อนในตัวนักเตะแต่ละคนออกมาให้ได้

ที่สำคัญ เมื่อไรที่เราค้นพบและเข้าใจตนเองแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อ แบ่งปันสิ่งดีๆเหล่านั้นไปยังคนรอบข้างด้วย

11 พฤศจิกายน 2556

Turbo เทอร์โบ หอยทากจอมซิ่งสายฟ้า


หนังการ์ตูนมาอีกเรื่องแล้ว เรื่องนี้ขอบอกว่าเป็นหนังการ์ตูนจริงๆ เพราะเป็นเรื่องหอยทากแข่งกับรถแข่ง งงเลย แต่นี่ล่ะการ์ตูน ทุกสิ่งเป็นจริงได้ 

Turbo เทอร์โบ หอยทากจอมซิ่งสายฟ้า

เป็นเรื่องเกี่ยวกับหอยทากตัวหนึ่งที่มีความเร็วปานสายฟ้า เริ่มจากหอยทากตัวนี้ชอบการแข่งรถเป็นชีวิตจิตใจแต่เนื่องจากหอยทากเป็นสัตว์ที่ช้ามากๆ ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะไปแข่งกับรถจริงๆ และยังมีพวกหอยทากอื่นๆชอบหัวเราะเจ้าเทอร์โบเสมอ เพราะเทอร์โบชอบจิตนาการกับการใช้ชีวิตของเขาอยู่เสมอ เช่น จิตนาการว่ามะเขือเทศคือรถแข่ง หรือเป็นถ้วยรางวัล สนุกกับชีวิต และยังมีพี่ชายที่คอยเตือนเขาเสมอว่าเป็นไปไม่ได้เราเป็นหอยทากชีวิตเรากำหนดให้เดินช้า และแล้วเหตุการไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับเทอร์โบ เป็นยังไงไปดูต่อกันนะครับผม

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "เราอาจกำหนดสิ่งที่เราเป็นหรือเลือกเกิดไม่ได้ แต่เรากำหนดชีวิตเราได้" 

ถ้าหากเราคิดว่าพ่อแม่เป็นครูเราก็ต้องเป็นครูตามพ่อแม่ นั่นเป็นเรื่องที่ห่วยสิ้นดี ถ้าหากคุณไม่ชอบชีวิตครู ผมหมายถึงไม่ว่าเราจะเกิดมาแบบไหน คุณสามารถที่จะเป็นได้ทุกสิ่งที่คุณอยากเป็น หาสิ่งที่เราชอบแล้วทำมัน ชีวิตไม่ได้ยาวอย่างที่คุณคิด เลิกใช้ชีวิตที่จำเจ น่าเบื่อซะ นั่นไม่ใช่คุณหรอก สิ่งที่คุณเป็นหรือชอบต้องทำให้คุณมีความสุขทุกวันนั่นแหละคุณ หามันให้เจอ อย่าหยุดหาถ้ายังไม่เจอ อย่าให้เสียชาติเกิด ฝากไว้แค่นี้ล่ะกันนะครับผม สวัสดีครับ

 

29 ตุลาคม 2556

คุณเป็นคนแบบไหน ในการขึ้นรถตู้


วินัยการขึ้นรถตู้
คุณเป็นคนแบบไหนในการขึ้นรถตู้เอ่ย

  • มาก่อนเลือกได้
  • มาก่อนเข้าด้านในสุด
มาก่อนเลือกได้ จะนั่งตรงไหนก็ได้ เพราะฉันวิ่งมาก่อน เพื่อให้ได้เป็นคนที่มาก่อนจะได้เลือกที่นั่งก่อน เหอะๆ หากเลือกแบบนี้ไม่ผิด แต่บอกถึงว่าคุณคือคนที่เห็นแก่ตัว ลองนึกดีๆ ทำไมคุณถึงเลือกนั่งตรงไหนก็ได้ เพราะคุณเลือกให้ตัวเองสบายโดยไม่คิดถึงคนอื่นและยังทำให้ผู้ที่มาทีหลังไม่สะดวกอีกต่างหาก 

มาก่อนเข้าด้านในสุด เป็นวินัยที่ต้องกระทำ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย มันบอกถึงอุปนิสัยว่าคุณเป็นผู้ที่เสียสละ ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน การทำสิ่งที่หลายคนยากจะทำ เป็นสิ่งที่ดีครับผม

เริ่มจากวินัยเล็กๆ แค่นี้ ต่อไปอนาคตรถในกรุงเทพโล่งแน่ๆครับผม

เพราะผมอยากให้สังคมเรามีความสุข ลดความเห็นแก่ตัว แล้วโลกคุณจะเปลี่ยนไป

24 มิถุนายน 2556

จุดประกายความสำเร็จด้วย3เคล็ดลับเคารพตัวเอง

จากหน้งสือพิมพ์ M2F 24062013

การแสดงความเคารพไม่ว่าจะกับใครก็ตามล้วนเป็นสิ่งสำคัญของพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนการทำงานให้ราบรื่นได้ แต่บ่อยครั้งที่ใครหลายๆ คนมักแสดงความเคารพต่อผู้อื่นมากจนเกินไป พอถึงคราวของตัวเองแล้วกลับใส่แง่คิดทางลบคิดแต่อดีตที่ผิดพลาดไป และไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของชีวิตของตนเองจะมีอะไรพิเศษเข้ามาใหม่ๆ หรือว่าประสบความสำเร็จในอาชีพการงานเหมือนกับคนอื่นๆ
         นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกและเรียกได้ว่าเป็นบาดแผลที่ฝังใจของเรามาตลอด เพราะเพียงสิ่งง่ายๆ ที่เรียกว่า การเคารพและศรัทธาในตัวเองนั้น กลับไม่มีใครกล้าคิดและลงมือทำ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วการสร้างความเคารพในตนเองนั้นมีแต่ตัวคุณเท่านั้นที่จะทำได้
         จากบทความเรื่อง The 7 negotiable ของนักจิตวิทยาผู้คร่ำหวาดในสายอาชีพ ได้มอบคำแนะนำดีๆ 3 ข้อ เพื่อที่จะให้คนวัยทำงานแสนธรรมดาๆ ผู้ที่ไม่เคยหยิบยื่นแง่บวกให้กับชีวิตของตนเองไม่มีแนวทางใหม่ๆ ในการใช้ชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้มีความสุขมากกว่าเดิม

การเคารพตัวเองมีแต่ "คุณ" เท่านั้นที่จะทำมัน
       คำพูด แรงบันดาลใจ การกระทำ และความคิดเห็นที่เกิดจากตัวเองล้วนมีอิทธิพลต่อการแสดงออกทางทัศนคติและพฤติกรรมของเราทั้งสิ้น หากเรายอมปล่อยให้ความคิดในแง่ลบ ความกลัว เข้าครอบงำจิตใจตลอดเวลานั้นคนอื่นๆ จะสัมผัสได้ถึงความไม่มั่นใจ จนไม่กล้าที่จะให้คุณรับผิดชอบอะไรแทนเลย ดังนั้นการเคารพตัวเองมันต้องมากจากการควบคุมตนเอง ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นมากควบคุม

รักตัวเองก่อนไปรักคนอื่น
       นับว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากไม่รักหรือแม้แต่กระทั่งมีความภาคภูมิใจในตัวเองเล็กๆ คุณก็จะไม่รู้เลยว่าในชีวิตคุณต้องการความสุขด้านไหนบ้าง และหากยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ คุณจะไปรู้จักคนอื่นได้ดีขนาดไหน นักจิตวิทยาชี้ว่า ทุกๆ วันล้วนมีโอกาสใหม่ๆ ในหลายรูปแบบ มีทั้งความทุกข์ สุข ไร้ค่า และมีเกียรติ มีแต่ "คุณ" เท่านั้นที่จะเลือกจะใช้โอกาสเหล่านั้นอย่างไร

ให้เวลาดูแลตัวเอง
      ร่างกายของคุณไม่ใช่เครื่องจักรกลที่จะสามารถทำงานแบบไม่มีวันหยุดหรือว่าไม่มีจิตใจที่จะไม่เก็บเรื่องแย่ๆ มาคิด ดังนั้นการดูแลตัวเองด้วยการพักร้อน ออกกำลังกายหรือกระทั่งการสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายตั้งแต่หัวจรดเท้าก็นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทันทีที่คุณปล่อยตัวให้โทรมเมื่อไร คนอื่นจะมองว่าทำไมชีวิตคุณมันแสนวุ่นวายจนไม่มีเวลาเติมเต็มสิ่งดีๆ ใส่ตัวเอง

เป็นบทความจากหนังสือพิมพ์ F2M ที่น่าอ่านมากๆครับ แล้วจะหามาฝากใหม่นะครับผม

20 มิถุนายน 2556

เครียด ทำงานไม่ตรงที่เรียนมา

เครียด ตั้งใจที่อยากจะทำงานแบบนี้กลับได้ทำงานแบบนั้น ทำไมเวลาเรียนจบมาต้องการทำงานแบบที่ตัวเองอยากทำแต่กลับไม่ได้ทำ เฮ้ย เซงเป็ด

ผมว่าเป็นปัญหาของผู้ที่เรียนจบใหม่แล้วต้องทำงานครั้งแรกเกือบทุกคนเลยทีเดียว เพราะตั้งใจจะทำงานให้ตรงกับสาขาวิชาที่เรียนมา แต่กลับมาผิดหวังเพราะต้องทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ

ความจริงคือเราสามารถเลือกที่จะทำงานตามที่เราต้องการทำได้ แต่ต้องมีความหนักแน่นพอไม่ไขว้เขว้กับเรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่งาน แต่งานที่เราคิดก่อนเรียนจบนั้นบางทีมันก็ไม่ใช่ความคิดของเราจริงๆ อาจเป็นของเพื่อน พ่อ แม่ คนอื่นๆที่ไม่ใช่เราก็ได้

ประสบการณ์ จะบอกคุณเองว่าคุณชอบทำงานอะไร เมื่อเจอสิ่งที่ชอบ ทำแล้วสนุก คุณจะไม่ได้คิดว่าคุณกำลังทำงานอยู่เลย (อย่าเลิกค้นหานะครับผม)

สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ คุณมีทางเลือกที่จะทำงานแบบไหนก็ได้ แต่ปัญหามันจะมีอยู่ว่า ถ้าหากเราเอาเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวกับงานคุณย่อมเลือกเงินก่อนจริงไหมครับ นั่นแหละที่จะทำให้คุณได้งานที่ตัวเองไม่ชอบ คุณควรที่จะแยกเรื่องเงินออกจากงาน เลือกงานครั้งแรกให้เราเริ่มจากงานที่เราอยากทำก่อนจากนั้นค่อยดูว่าเราชอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจ ถ้าหากถูกใจ ชอบ ทำแล้วสนุกก็สบายไป แต่ถ้าหากคุณเลือกเงินมาก่อนมันก็จะเป็นปกติที่คุณจะได้งานที่ไม่สนุก ยิ่งเราเป็นนักศึกษาจบใหม่ยังไม่ต้องรีบร้อนรวยไปไหน เริ่มจากงานก่อนน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญจากนั้นเงินมันจะตามมาทีหลังงานเอง

ส่วนผู้ที่จบนานแล้วแต่ยังทำงานแล้วไม่สบายใจ เครียด ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับผม 5555 (ล้อเล่น) ผมจะเป็นกำลังใจให้ครับ จบนานแล้วก็ใช่ว่าจะหางานที่ตัวเองชอบทำไม่ได้ เพียงแค่เราไม่หยุดที่จะค้นหา ผมเชื่อว่าต้องเจอแน่ๆครับ อย่างเช่นลุงขายไก่ KFC ไง เขาก็เจอกับงานของเขาตอนแก่นู้น ไม่มีอะไรสายถ้ายังไม่ตายไปซะก่อน สู้ๆครับผม

งาน เงิน ไม่ใช่ทุกอย่าง อย่าไปเครียดมาก คนที่คุณรักและรักคุณสำคัญที่ซู้ดดดดดดด

3 มิถุนายน 2556

คุณเลือกได้


จากภาพด้านบนคุณเลือกจะเป็น ภาพซ้าย หรือ ภาพขวา

แน่นนอนคุณต้องเลือกทางขวาแน่ๆ ไม่มีอยากเลือกรูปทางด้านซ้าย ถ้าทุกคนเลือกภาพทางด้านขวากันหมดแล้ว ทำไมยังมีภาพทางด้านซ้ายปรากฎทุกแห่งหน หรือแม้กระทั่งตัวของเราเอง

ที่ผมบอกว่าทุกคนบนโลกนี้มีความเท่าเทียมกัน ก็คือ ทุกคนบนโลกที่กำลังทุกข์ สุข รวย จน และอีกหลายอย่างมากมาย ทุกคนเป็นแบบนั้นเพราะเกิดจากสิ่งที่เขาทำ

สงสัยใช่ไหมครับว่าใครอยากจะเลือกเป็นเหมือนภาพทางด้านซ้ายกันเน้อ ไม่ดีแล้วเป็นทำไม
ตัวอย่าง

คนจน ทำไมถึงได้เป็นคนจนน่ะเหรอครับ ก็เพราะเขาไม่รวยไง (ล้อเล่น) แต่เป็นเรื่องจริง ทำไมเขาไม่รวยก็เพราะเขาทำแบบคนรวย  เขาจะรวยได้อย่างไร หรือใครที่ยังไม่รวยลองคิดดูว่าตอนนี้เราสมควรจะรวยหรือ?

คนรวย ทำไมถึงรวย ก็เพราะเขาไม่จนไง (มุขเดิม) ผมคิดว่าคนรวยเขาก็ต้องพยายามมากกว่าคนอื่นๆแน่ๆ ผมมั่นใจ ฉลาด และมีคุณสมบัติอีกหลายๆอย่าง ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน(เพราะผมก็ยังไม่รวย =^_^=) ถ้าใครอยากรวยคงต้องศึกษาเอาว่าคนรวยเขาเป็นกันอย่างไร

คนมีความสุข ก็เพราะว่าทำแต่สิ่งที่มีความสุข ไม่จมอยู่กับความทุกข์นานเกินไป ทำในสิ่งดีๆ คิดแต่สิ่งดีๆ

คนมีความทุกข์ ก็เพราะว่าทำแต่สิ่งที่มีความทุกข์ ชอบจมอยู่กับความทุกข์ คิดแต่สิ่งไม่ดี ทำแต่สิ่งไม่ดี ก็เลยมีความทุกข์ เอย

เอาล่ะครับใครอยากเป็นแบบไหนก็ทำแบบนั้นล่ะกันนะครับ เลือกที่จะรวยก็ต้องหาวิธีของคนรวย อยากที่จะมีความสุขก็ทำแต่สิ่งดีๆ

ไม่ว่าคุณเลือกจะเป็นอะไรก็ตาม ความพอใจคือคำตอบของความสุขของคุณเอง =^_^=

1 มิถุนายน 2556

อยากให้รถติดเหมือนศุกร์สิ้นเดือนทุกวัน


วันศุกร์สิ้นเดือน รถจะติดกว่าวันอื่นๆ ติดจากต้นทางถึงปลายทางเลย นั่งรอในรถกันสบายเลย =^_^=

แต่ทำไมผมถึงบอกว่าอยากให้รถคิดเหมือนวันศุกร์สิ้นเดือนทุกวันนะเหรอครับ ลองคิดกันซิครับว่าทำไมรถถึงติดตอนสิ้นเดือน..... 

ถั่วต้ม สิ้นเดือนคือวันเงินเดือนออกนั่นเอง ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าเงินจะหมด เย้ๆๆๆ หลังจากที่ทุกคนเก็บกด อึดอัด กับการกินมาม่ามาหลายมือ พอมันเก็บไว้เยอะๆ(ยิ่งคนที่เก็บมาตั้งแต่กลางเดือนด้วยแล้ว =^_^=) เมื่อถึงสิ้นเดือนเงินเดือนทุกคนออกก็เลยรีบออกจากที่ทำงานตรงเวลาแป๊ะๆ บางคนออกก่อนเวลาอีก(แบบว่าปกติ ออกจากที่ทำงานช้าเพราะกลัวเจ้านายจะดูไม่ดี =^_^= แต่สำหรับผมออกเร็วทุกวันอยู่แล้ว เพราะผมคิดว่าออกงานเวลาปกติมันเป็นเรื่องปกติ อ้าว ยาวแล้วเราออกนอกเรื่องจนได้ =^_^= เอาไว้บทความหน้าล่ะกันเรื่องเวลา เข้า-ออก งาน)

จากที่ปกติทุกคนจะออกจากที่ทำงานช้า แต่พอถึงสิ้นเดือนทุกคนจะรวมใจกันออกเร็ว โดยที่ไม่นัดหมาย เพราะมีเงินใช้แว้ววว ไปหาพิซซ่า บาบีคิว หมูกระทะ กินกันดีกว่า ก็เลยเป็นต้นเหตุให้วันสิ้นเดือนรถติดขนาดนี้

จะดีไหมถ้าคุณสามารถทำให้มีเงินใช้โดยไม่กังวลเรื่องสิ้นเดือน มีใช้ทุกวัน เมื่อไหร่ที่ทุกคนมีวิธีที่ทำให้มีเงินใช้โดยไม่คิดถึงสิ้นเดือนได้ เมื่อนั้น รถคงติดทุกวันจริงๆเป็นแน่ =^_^=

รีบหาวิธีที่ไม่ต้องกังวลกับเงินตอนสิ้นเดือนเร็วๆนะครับ เพราะมันจะดีกว่าหากคุณมีเงินใช้โดยรถไม่ติด ก่อนที่รถจะติดทุกวันนะครับผม

29 พฤษภาคม 2556

ความฝันสูงสุดของคนทำงานทุกคน


จะดีไหมถ้าหากคุณทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก กับสถานที่ที่ตัวเองต้องการ

นี้คือความฝันสูงสุดของคนทำงานทุกคน ปัจจุบันผู้ที่ทำงานแต่ละคนต้องทำงานกับสถานที่อึดอัด ร้อน หนาว ต่างๆนาๆ ไม่สามารถเลือกสถานที่ที่ตัวเองชอบได้ สิ่งที่ทำให้คนเราทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ "จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความสุข" เราจะไม่รู้สึกเหนื่อยกับสิ่งที่ทำ เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ สิ่งที่เรารัก เราต้องไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งครอบครัว เพื่อน ญาติ ไอ้ตูบที่บ้าน หรือแม้สนามหญ้าหน้าบ้าน อิอิ

ถ้าหากคุณเป็นคนชอบบอกคนอื่นว่าผมทำงานก็เพื่อครอบครัว เพื่อสังคม อื่นๆอีกมากมาย หากเป็นอย่างนั้นคุณจะไม่มีความสุขกับงานเพราะคุณไม่ได้ทำเพื่อตัวคุณเอง เป็นความสุขชั่วคราว เดี๋ยวเดียวก็หายไป

มีคำถามใช่ไหมล่ะครับ "อ้าว แล้วอย่างนี้มันไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยเหรอ ถ้าไม่ทำเพื่อคนที่เรารัก"
ถ้าคุณมีคำถามอย่างเช่นข้างบน คุณคงเข้าใจผิดมาตลอดเป็นแน่ =^_^= 

คนที่เรารัก เขาก็ต้องรักเรา เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความสุขเขาก็ต้องมีความสุข จะเป็นการเห็นแก่ตัวอย่างไรกัน
ถ้าเขาชอบที่เราทำงานที่ทำให้เราไม่มีความสุข นั่นแหละเขาเห็นแก่ตัว หรือถ้าเราทำงานเพื่อผู้อื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเองนั้นก็เป็นการเห็นแก่ตัวเหมือนกัน เห็นแก่ตัวกับตัวเราเอง ขนาดเรายังทำให้ตัวเองมีความสุขไม่ได้ มันก็ยากที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขได้ เพราะเราไม่รู้ว่าความสุขเป็นอย่างไรนั่นเอง

ผมเชื่่อทุกสิ่งทุกอย่างหากเริ่มจากตัวเราเอง เป็นสิ่งที่ดี สร้างสรรค์ คนที่อยู่รอบข้างเราเขาต้องมีความสุขไปกับเราด้วยแน่ๆ ไม่มีใครที่เป็นคนดีทุกข์ใจเมื่อเห็นผู้อื่นมีความสุขหรอกจริงไหมครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนต้องหางานที่ตัวเองทำงานแล้วมีความสุขได้ทุกคน สู้ๆครับผม

ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/BangtatenPolice

27 พฤษภาคม 2556

กินอะไรดี?

เป็นปัญหาระดับประเทศก็ว่าได้ =^_^=  ส่วนมากเวลาพักเที่ยงเราต้องกินข้าว แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเราจะกินอะไรกันดี เพราะว่ามันก็มีแต่เดิมๆ น่าเบื่อ จากนั้นจะมีคำตอบกลับมาว่า เออ แล้วเราจะกินอะไรกันดี เฮ้ย เองจะกินอะไร กว่าจะได้บทสรุปก็พักใหญ๋เอาการ และก็เป็นแบบนี้ทุกครั้งไป

หรือบางคนบอก "อยากกินอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ ว่ะ" ทีนี้ล่ะปัญหาเกิด ตูจะไปหาอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ได้ที่ไหนได้อ่ะ แถวนี้มันก็มีแค่นี้แหละ สุดท้ายก็ไปกินร้านเดิม =^_^= 

แล้วถามว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรล่ะ
อืม.................................. เอาอย่างนี้ล่ะกัน
คุณทำอย่างไรเวลาคุณเบื่องาน ก็ทำไปแบบนั้นแหละครับ =^_^= 

5 วิธีเคลียร์ตารางงานให้อยู่หมัด

ปกติเป็นประจำทุกวันตอนผมไปทำงาน ผมจะตื่นแต่เช้าไปเอาหนังสือพิมพ์ฟรีของ M2F (ของฟรี แถมฝึกให้เราเป็นคนตื่นเช้าด้วย 2in1 ชัดๆ) ผมชอบอ่าน working hours ของหนังสือพิมพ์นี้มากๆ ผมสะสมตัดเก็บไว้เฉพาะหน้านี้เอาไว้เลย
หากวันไหนไปสาย จุดที่รับทุกวันหมดก่อน ผมจะเดินวนไปรับจากจุดอื่นเพื่อให้ได้หนังสือผมให้ได้ สู้คร๊าบบบบ

working hours เป็นหัวข้อที่เขียนถึงคนรวยระดับโลก
หากเราต้องการเป็นแบบไหนให้ศึกษาจากบุคคลนั้น

5 วิธีเคลียร์ตารางงานให้อยู่หมัด ของเม็ก วิตแมน เจ้าแม่ไอที(จากหนังสือพิมพ์ M2F)

  1. ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เม็ก เผยว่า จากประสบการณ์ทำงานทั้งในบริษัทเก่าและบริษัทใหม่ ทำให้เธอมองเห็นภาพว่าคนเรามีความถนัดที่แตกต่างกัน โดยอันดับแรกคือเราต้องพยายามมองภาพให้ออกว่าตัวเองเก่งทางด้านไหนเป็นพิเศษ และมีสิ่งไหนต้องปรับปรุงอีกบ้าง อีกทั้งการร่วมงานกับคนที่ถนัดในด้านที่แตกต่างออกไปก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเขาสามารถให้คำแนะนำได้ และผลของงานก็จะออกมาลงตัวมากที่สุด
  2. จดรายการสิ่งที่ต้องทำ ก่อนจะจรดปากกาลงปฏิทินให้เรียงลำดับก่อนว่ายังมีสิ่งไหนที่ตกค้างอีกบ้าง ลองทบทวนว่ามีเรื่องสำคัญอะไรที่ยังไม่ได้ทำ และอย่าปล่อยให้เรื่องสำคัญในอดีตมันผ่านไป เพราะเรื่องใหม่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว การเขียนรายการจะช่วยกำหนดตารางชีวิตได้ว่าต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งหากทำเป็นนิสัยจะเป็นผลดีและย่นเวลาในการบริหารงานได้เยอะมาก
  3. อย่าจมปลักกับปัญหา เมื่อปัญหาเรื่องงานมาประดับหน้า และบางเรื่องก็ไม่ถนัดหรือว่าไม่มีความรู้ในส่วนนี้เลยอย่าปล่อยให้ปัญหามันค้างเติ่ง และคิดว่าตนเองเท่านั้จะเป็นผู้แก้ไข เพราะแทนที่จะเสียเวลาจมอยู่กับปัญหานานถึง 5 ชม. แต่ก็ควรปรับเปลี่ยนเป็นการให้ทุกคนในทีมระดมสมอง พร้อมกับหยิบยื่นงานให้กับคนที่มีความถนัดทำงานเสียดีกว่า
  4. จัดการประชุมให้อยู่หมัด ตารางงานปกติของคนในบริษัทก็คือ 9 โมงเช้าถึง 6 เย็นเท่านั้น เวลานี้เป็นเวลางานซึ่งทุกคนพร้อมทำงานและอยู่ในบริษัท เม็ก แนะว่าควรจัดการประชุมให้เสร็จสรรพทันเวลา อย่าให้เกิดการประชุมนอกเรื่องไปจากตัวงานเสียเปล่าๆ
  5. ชั่งใจว่าสิ่งใดถูกและผิด ในการบริหารงานมักเกิดคำถามบ่อยมากว่า อะไรคือสิ่งที่เราต้องการวัดค่าความสำคัญมากที่สุด เช่น ความไว้วางใจของลูกค้าที่มีต่อบริษัท การเปิดตัวสินค้าที่ตรงเวลา หรือเรื่องค่าใช้จ่ายทางด้านส่วนของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์โดยการเรียงลำดับและวัดความสำคัญของเรื่องจะทำให้ผู้บริหารมองแผนที่บอกทิศทางบริษัทว่าต้องเดินไปทางไหน

23 พฤษภาคม 2556

ทำงานแถบตาย สุดท้ายไม่พอแดรก


คำนี้น่าจะโดนใจใครหลายคน  =^_^=  ไม่ใช่แค่โดนใจซิ อาจจะกำลังเกิดขึ้นอยู่ก็ได้ อิอิ
สำหรับผม ไม่เคยเกิดขึ้นเลย อาจเป็นเพราะผมไม่ค่อยมีภาระอะไรเหมือนกับคนอื่นเขา(ต้องขอขอบคุณแม่ผม  =^_^= ) แต่ก็มีเมื่อก่อนตอนศึกษาอยู่ใช้เงินเยอะ จนเครียดอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นสำหรับบทความนี้  =^_^= 

ประเด็นที่ว่าทำงานแทบตาย สุดท้ายไม่พอแดรก
ผมจะลองแยกจากงานกับไม่พอแดรกออกดูก่อนนะครับ เพราะผมคิดว่ามันคนละเรื่องกัน ถ้าเอามาปนกันถ้าจะแก้ยากมากๆ เพราะมันคนละเรื่องกัน  =^_^=  (พูดไปวนไปอยู่นี้แหล่ะเรา) แต่มันก็ตามที่ผมบอกนั่นแหละ

พอแยกออกแล้วลองมาดูเรื่องการทำงานแถบตายก่อน
ประเด็นนี้ ผมคิดว่าน่าจะต้องลดเรื่องทำงานให้น้อยลงนะครับผม เพราะว่าดูท่าจะทำงานมากไปจนเกือบตายเป็นเรื่องเครียดมากนะครับ ลองจดงานหรือกิจกรรมที่ต้องทำลงกระดาษดู แล้วอะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไปบ้าง อะไรที่พอจะลดได้ก็ลดบ้าง หรือไม่ลองผสมกันดู อาจได้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าก็เป็นได้ อิอิ

เรื่องไม่พอแดรก
ประเด็นนี้น่าจะเกี่ยวกับเงิน ประมาณว่ามีเงินไม่พอใช้ เป็นอะไรที่เกิดขึ้นกับหลายคน จริงๆแล้วผมคิดว่าไม่ใช่เงินไม่พอใช้ แต่เป็นเพราะว่าสิ่งที่ใช้ไม่พอกับเงินมากกว่า =^_^=  แก้คล้ายๆกับประเด็นแรกนั่นแหละครับ จดบันทึกสิ่งที่ต้องใช้ลงในกระดาษ แล้วทำการวิเคราะห์ว่าอะไรสามารถลดได้บ้าง ตัดออกได้บ้าง ให้พอกับรายรับที่มี อย่าลืมใส่ค่าใช้จ่ายอื่นๆลงในบันทึกด้วยนะครับ เพราะว่าจะมีรายจ่ายค่าบวชเพื่อน แต่งเพื่อน แต่งแฟนเก่า =^_^= จัดให้พอดีนะครับ แค่นี้ก็น่าจะหมดปัญหาแล้วล่ะครับ

แต่ใครที่คิดว่าไอ้นี่ก็จำเป็น ไอ้นั่นก็จำเป็น ลองคิดให้ดีๆนะครับ แยกเรื่องจำเป็นให้ออก เราคิดไปเองหรือเปล่าว่าจำเป็น  สิ่งที่จำเป็นมีไม่กี่อย่างหรอกครับ

ผมลองคิดดูนะครับถ้ามันเป็นปัญหาระดับประเทศ ทำไมการศึกษาไม่เน้นสอนเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องหลักๆไปเลยนะจะได้ใช้ชีวิตที่มีความสุขกัน แบบว่าวิชา การใช้เงินพอเพียง ถึงเราจะเรียนจบสูงๆมาก็เท่านั้นถ้าไม่มีวิชานี้ติดตัว =^_^=  แต่ถึงไม่จบสูงแต่มีวิชานี้ติดต่อ แม้ได้เงินเดือนน้อยก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อิอิ

ขอให้ทุกคนมีสิ่งที่ใช้ให้พอกับเงินที่มีนะครับผม สวัสดีครับ

22 พฤษภาคม 2556

เจ้าของธุรกิจVSผู้บริหาร


ปกติทุกๆเช้าตอนไปทำงานผมจะขึ้นรถตู้ไปทำงาน ระหว่างนั่งในรถผมจะหยิบโทรศัพท์มือถือมาฟังวิทยุคลื่น 102.5 เป็นคลื่นเพลงสากล แต่เมื่อเช้าผมได้ยินเขาพูดเรื่อง เจ้าของธุรกิจ กับ เป็นผู้บริหาร ใครอยากจะเป็นแบบไหนกันบ้าง

ผมก็ฟังผู้ที่โทรเข้ามาแต่ละคนก็มีความคิดแตกต่างกันไป บางคนทำธุรกิจอยู่แต่บอกว่าธุรกิจไม่ได้ บางคนทำธุรกิจอยู่แต่บอกว่าดีบ้าง คนที่อยากเป็นผู้บริหารก็มี

ผมก็ลองคิดดูว่าผมเลือกอันไหนดีหว่า ระหว่างเจ้าของธุรกิจ กับ ผู้บริหาร ไม่เอาเลือกไปก็ปวดหัว  =^_^=  ไม่เห็นจะต่างกันเท่าไหร่ เป็นผู้ประกอบการดีกว่าน่าจะต่างจากสองตัวเลือกนั้น เย้ๆๆ เลือกได้แล้วครับผม

ตามความจริงแล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องของเงินมากกว่าเพราะคนที่โทรเข้ามาเห็นพูดแต่เรื่องเงิน แต่ถ้ามีเงินเข้ามาเกี่ยวรับรองปวดหัวแน่ๆ เพราะถ้าเอาเงินมาเป็นที่ตั้งผมคิดว่าชีวิตมีความสุขได้ยาก

ปัจจุบันคนส่วนมากเอาเงินมาปะปนกับความสุข คิดว่าได้เงินแล้วจะมีความสุข  =^_^= 

มั่วไปหมดแล้วชีวิต ถ้าคิดว่าเงินคือทุกอย่างคุณจะพลาดสิ่งดีๆไปหลายสิ่งหลายอย่างแน่นอน

พูดไปเรื่องมั่วประเด็นแล้วผม =^_^= 

สรุปก็คือ ไม่ว่าคุณจะเลือกอะไรก็แล้วแต่ผมอยากให้เอาความชอบเป็นที่ตั้ง อย่าเอาเงินเป็นที่ตั้ง เพราะคุณไม่ได้อยากทำงานเพื่อมาเคลียดหรอกจริงไหม แต่ถ้าใครยังหาข้ออ้างว่าแบบนั้นเป็นไปไม่ได้ คุณก็จะอยู่แบบนั้นต่อไป ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ลองเปลี่ยนมุมมองดู อิอิ

21 พฤษภาคม 2556

คำพูดแสดงตัวตนของเรา

คำพูดของคุณที่ออกมาทั้งหมดมันคือสิ่งที่คุณเป็น จะสังเกตุเห็นได้จาก social network มากมายจะมีคนโพสต์ว่าคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง บ่นความรู้สึกบ้าง ระบายความในใจอะไรต่างๆนาๆให้คนอื่นได้อ่านกัน สิ่งเล่านั้นทั้งหมดก็คือตัวตนที่คนๆนั้นเป็นนั่นเอง

หากใครที่โดนว่า โดนด่า โดนตำหนิ โดยจากใครก็แล้วแต่ไม่ต้องไปคิดอะไรมากนะครับ คิดแค่สิ่งที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่า ถ้ามันจริงแล้วไม่ดีเราก็แค่ปรับปรุงตัว พัฒนาให้เราดีขึ้น(เสร็จเรา เทพขึ้นอีกแว้ว) ส่วนคำที่ทำให้เราฉุนเฉียวก็ปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้นได้เลย เพราะว่าคำพวกนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเราเลย

ส่วนคำพูดที่ผมบอกว่ามันบอกตัวตนของผู้ที่พูดออกมามันเป็นยังไงน่ะเหรอ
ผมคิดว่าไม่ว่าเราหรือใครพูดออกไปสักคำมันคือเราเองนั่นแหละครับ เหมือนเราพูดกับกระจกยังไงอย่างนั้นเลย มันก็จะท้อนเข้ามาหาเราอยู่ดี

ตัวอย่างเช่น ผมเกิดอาการกดดันแล้วทำให้ผมบ่นออกมาว่า เคลียดโว้ย แม่งเมื่อไหร่จะเลิกทำตัวอย่างนั้นอย่างนี้ว่ะ (ตัวอย่างนะครับ  =^_^= )
นั่นก็หมายความว่า เราเคลียดนะ แม่งเมื่อไหร่เราจะเลิกทำตัวอย่างนี้ซะทีวะ สาดดด =^_^= 

หรือผมอาจจะทำผิดมาแล้วกล่าวว่าโทษคนอื่นว่า ทำไมเขาทำงานไม่ดี ทำให้คนอื่นเกิดปัญหาไปหมด
นั่นก็หมายความว่า ทำไมเราไม่ทำงานให้ดีๆ มัวแต่โทษคนอื่น จนเกิดปัญหาไม่จบสิ้นสักทีเน้อ  =^_^= 

หรือโทษแฟน ประมาณว่าทำไมทำตัวมีปัญหาจังนะ ขี้วีนขี้เวี่ยงจัง น่ารำคาญจริงๆ
นั่นก็หมายความว่า ทำไมตูทำตัวมีปัญหาจัง ถึงทำให้เขารำคาญจนเวี่ยงเราเนี่ย อิอิ

เพราะฉะนั้นก็อย่างไปโกรธเคือง หรืออคติกับคนอื่นไปนะครับ อยู่แบบของเราปรับปรุงเราเอง เขาเพียงแค่โปรโมทตัวเอง ถ้าหวังดีกับเขาจริงๆก็อย่าไปคิดมากเลยครับ เข้าใจเขาเถอะครับ

ลองฝึกดูนะครับ มันจะทำให้เราคิดแต่สิ่งดีๆ ทำในสิ่งดีๆ เจอแต่ในสิ่งดีๆ ครับผม