แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิดบวก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คิดบวก แสดงบทความทั้งหมด

6 เมษายน 2559

เมื่อความฝันกลายเป็นความจริง

สวัสดีครับ ผมเอกอินดี้ วันนี้จะมาเล่าเรื่องของความฝันที่กลายเป็นความจริง

เมื่อผมได้ตัดสินใจออกจากงานประจำ เพื่อที่จะเป็นช่างภาพระดับโลก ทำไมถึงต้องเป็นช่างภาพระดับโลก

  1. ได้เที่ยวทั่วโลกอย่างแน่นอน 
  2. เป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วโลก 
  3. ได้ถ่ายรูปบันทึกความทรงจำ
  4. ฯลฯ
ผมก็ยังรับจ้างถ่ายรูปอยู่บ้างในตอนแรก แต่มีอยู่วันหนึ่ง ตอนนั้นเป็นวันแม่ เขามีกิจกรรม  Bike for mom ที่ต้องปั่นจักรยานในกรุงเทพฯและก็ทั่วประเทศ เป็นงานที่ใหญ่มาก 

และพอดีกับที่ผมกำลังจะกลับไปหาแม่ เลยนึกขึ้นได้ว่าทำไมเราไม่ปั่นจักรยานไปหาแม่ล่ะ ผมอยู่กรุงเทพฯ แม่อยู่ชัยนาท ระยะทาง 200 กม.โดยประมาณ ตอนนั้นผมก็ไม่มีจักรยาน ไม่เคยปั่นจักรยานไกลแบบนั้นมาก่อน ทำยังไงดีล่ะ แฟนผมก็เลยสนับสนุนซื้อจักรยานให้เพราะว่าผมปั่นจริง เป็นจักยานธรรมดามีเกียร์ 


โอเคเริ่มจะยาวแล้วขอย่อเลยละกันนะครับเดี๋ยวจะไม่จบง่ายๆถ้าเล่าหมด 

ผมก็ปั่นไปหาแม่ วันที่ปั่นผมก็อัดวีดีโอเอาไว้ด้วย เพื่อให้เพื่อนๆหรือญาติได้ดูผมก็ได้ทำการตัดต่ออัพขึ้น YouTube 
กลับมากรุงเทพไม่กี่วัน น้าที่อยู่ภูเก็ตเขาเข้ามากรุงเทพฯพอดีเลยชวนผมไปกินข้าว ก็คุยกันไปเรื่อยๆ ผมบอกว่าผมจะทำงานที่เที่ยวได้ทุกวัน 

จากนั้นแหละน้าก็ชวนผมไปเที่ยวภูเก็ตเลย จะได้ไปทำวีดีโอลง YouTube ทริปนั้นผมก็ยังได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกอีกด้วย หลังจากนั้นมาเรื่อยๆน้าก็ชวนไปเที่ยวเชียงใหม่อีก มาล่าสุดคือเที่ยวเกาหลีใต้

เป็นสิ่งที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากไปเที่ยวประเทศนอก อยากเห็นว่าข้างนอกประเทศมันเป็นเช่นไร


เที่ยวเชียงใหม่


เที่ยวเกาหลี

ที่เล่ามาทั้งหมดคุณคิดว่าเกิดจากอะไรเหรอครับ?

ความฝันมันจะกลายเป็นจริงได้ ถ้าเราต้องการและมุ่งมั่นจริงๆ คุณต้องกล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แม้ตอนนี้ผมจะไม่ได้เที่ยวทุกวัน แต่มันก็ใกล้เคียง และผมคิดว่าอีกไม่นานมันต้องกลายเป็นความจริงอย่างแน่นอน

ผมอยากให้ทุกคนที่เกิดมาแล้วได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำมันในชีวิตนี้ 

ผมต้องเป็นช่างภาพระดับโลกให้ได้เลย

สามารถติดตามผมได้ที่ YouTube Aek Indy


28 กันยายน 2558

อีก 50 ปีข้างหน้าจะไม่มีโรงเรียน


ทำไมผมถึงคิดแบบนี้เหรอครับ เพราะว่าโลกของเรามันแคบลงแล้ว 

โลกเราต้องการคนที่ทำในสิ่งที่รัก คนที่ประสบความสำเร็จก็ทำในสิ่งที่รัก มันถึงจะออกมาเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ให้เห็นกันในทุกวันนี้

แล้วไอ้โรงเรียนมันจะไม่มีได้ยังไงนะเหรอครับ ก็เพราะว่าคนที่ประสบความสำเร็จเป็นคนที่ทำในสิ่งที่รัก อนาคตผู้คนก็ออกไปศึกษาค้นคว้าเรื่องที่ตัวเองรักด้วยตัวเองกันหมด ไม่ต้องพึ่งโรงเรียนเหมือนทุกวันนี้ ที่คนที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุขได้ผมคิดว่ามีไม่ถึง 5% เท่านั้นที่จบมาจากการเรียนที่โรงเรียน

ใครชอบ รักอะไรก็ไปศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้นๆจนเก่ง หลังจากนั้นก็สร้างผลงานให้ผู้คนเห็นว่าเราเป็นใครทำอะไร

ตัวอย่างเช่น
ผมจะเป็นช่างภาพระดับโลก เวลาถ่ายภาพแล้วนำภาพของตัวเองมาดูมันรู้สึกมีความสุข หลังจากนั้นผมก็ไปศึกษาค้นคว้าและทดลองและฝึกด้วยตัวเองหรือไปฝึกกับช่างภาพที่เราชอบก็ได้ จนกว่าจะเก่งและมีผลงานเป็นที่ประทับใจเป็นของตัวเองให้ผู้อื่นได้เห็น ส่วนจะเป็นช่างภาพระดับโลกได้ยังไง เราก็แค่ศึกษาว่าช่างภาพระดับโลกเขาต้องมีอะไรบ้าง เพราะข้อมูลมีทุกอย่างอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ต

บางคนอาจสงสัยอาว ถ้าจะเป็นหมอละ 
เราก็ไปศึกษาค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง จากนั้นก็ไปฝึกอยู่กับหมอที่เก่งๆ
เป็นตำรวจละ
เราก็ไปศึกษาค้นหาข้อมูลด้วยตัวเอง จากนั้นก็ไปฝึกกับตำรวจเก่งๆ

ถ้าใครที่ชอบและรักสิ่งที่ต้องเองจะทำจริงๆ เขาจะทำโดยที่มีความสุขตลอดเวลา แม้เขาจะเหน็ดเหนื่อยแต่มันก็ทำให้เขามีความสุขอยู่ดี สักวันก็จะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน

เมื่อผู้คนทั้งหมดเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองรักได้ โลกนี้จะเปลี่ยนไปโดยที่ไม่มีใครคาดคิดได้เลยทีเดียว

ปล.นี่เป็นความคิดส่วนบุคคลเท่านั้น แต่มันเป็นความจริงในอนาคต ^_^


27 กันยายน 2558

ช่องใหม่ใน YouTube ของผมเอง



สวัสดีครับเมื่อไม่นานมานี้ผมได้สร้างช่องการท่องเที่ยวใช้ชีวิตอิสระของผมเองใน YouTube เพื่อนๆสามารถเข้าไปกด Subscribe ติดตามการท่องเที่ยวของผมได้ทุกวันเลยนะครับ

วีดีนี้คือ เที่ยวบางกระเจ้า สมุทรปราการ
ทำไมเลือกเที่ยวที่นี่เหรอครับ เพราะที่นี่ได้ข่าวว่ามีอากาศดีให้สูดดม และออกกำลังกายโดยการปั่นจักรยานเที่ยวอีกด้วย

การไปเที่ยวที่นี่เป็นครั้งแรกของผมนะครับ และผมก็ไปแบบ No plan คือไม่มีข้อมูลอะไรตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง ทำไมนะเหรอครับ การท่องเที่ยวแบบนี้เราจะได้เจอกับสิ่งใหม่ๆที่ไม่มีอยู่ในลิสการท่องเที่ยว เรียกได้ว่าเป็นการผจญภัยก็ว่าได้ ทำให้เราได้ตื่นเต้นที่จะได้เจออะไรใหม่ๆที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และการเที่ยวแบบนี้ทำให้เรารู้จักกับผู้คนใหม่ๆ คนแปลกหน้า มากขึ้นด้วยนะครับ

แต่สุดท้ายการท่องครั้งนี้ก็ออกมาได้ตามที่คิดไว้ ได้เจอคนแปลกหน้า ได้ค้นหาอะไรใหม่ๆด้วยตัวเอง

ต้องขอขอบคุณการเดินทางครั้งนี้ที่ทำให้ผมรู้ว่า เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้คนเดียว

ชีวิตเกิดมาแล้ว ออกไปใช้ซะ

1 ตุลาคม 2557

ค้นหาเป้าหมายที่ใช่ อย่าแขวนชีวิตไว้กับเงินทอง


ข้อความและภาพจาก หนังสือพิมพ์ M2F วันที่ 1 ตุลาคม 2014


คนเรามักจะถามว่า ถ้าอยากได้สิ่งนี้ จะต้องทำอย่างไร แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่า เราทำไปเพื่ออะไร เพราะอะไร เหตุผลจูงใจที่ขับเคลื่อนสิ่งนั้นคืออะไร ถ้าคนเรามีเหตุผลให้กับสิ่งนั้นมากพอ ก็จะมีแรงผลักดันไปสู่วิธีทำได้เอง แต่ถ้าตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร ต่อให้รู้ว่าต้องทำมันอย่างไรก็จะไม่ลงมือทำ

วัฒน์-นิวัฒน์ พรชัยวรกุล NLP Life Coach แห่งคอร์สกลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศของบุคคลที่ประสบความสำเร็จของโลก ปัจจุบันเดินสายจัดอบรมให้แก่บริษัทชั้นนำทั่วไทย เผยว่า นี่เป็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของคนไทย ที่มักทำในสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์ตัวตน และความต้องการที่แท้จริงของตนเอง มักตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ตัวเงิน ต้องได้เงินมากเท่านี้ ถึงจะพอใจ เมื่อไม่พอใจ ไม่ถึงเป้าหมาย ก็ต้องหาทางไปให้ถึงจนได้

ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกล มนุษย์เงินเดือนนี่เองหลายคนคงตั้งเป้าหมายว่า อยากทำงานที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ เมื่อมีที่อื่นเสนอเงินเดือนที่สูงกว่า ก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนโยกย้ายงาน เพราะคิดว่าซื้อความมั่นคงในระยะยาว

ยกตัวอย่างให้ฟังเรื่องของช่างปั้นดินเผา 2 คน ทั้งคู่ต้องการบุกเบิกธุรกิจเครื่องปั้นดินเผาลายไทยในตลาด AEC ช่างคนแรกทำไปเรื่อยๆเพราะใจรัก ช่างอีกคนตั้งเป้าว่าต้องทำกำไรเท่านั้นเท่านี้ เมื่อเปิดขายไป 1 ปี ธุรกิจก็ยังซบเซาไม่ทำเงิน แต่คนแรกยังอยู่ได้ เพราะมีความสุขที่ได้ทำมัน แต่ช่างอีกคนต้องเลิกกิจการไปสมัครงานบริษัทแล้วมองหาแต่งานที่เงินเดือนสูงๆ สุดท้ายก็จะเป็นวังวนเดิมคือ หากได้งานที่เงินดี ก็อาจจะไม่ใช่งานที่อยากทำ

นิวัฒน์ ยกอีกกรณี เป็นเด็ก ม.6 2 คนที่ฝันอยากเป็นหมอ คนแรกเป็นลูกคนมีฐานะ อยากเป็นหมอเพราะได้เงินดี มีคนนับหน้าถือตาในสังคม อีกคนเป็นเด็กชนบทห่างไกล ฝันอยากเป็นหมอเพื่อกลับไปช่วยเหลือบ้านเกิด หากถามว่า ใครจะเป็นหมอที่ดีและมีความสุขในระยะยาวมากกว่า อาจต้องยกให้เป็นเด็กคนหลังเพราะเขามุ่งมั่นที่จะทำประโยชน์ เพื่อผู้อื่นมากกกว่ายึดติดเงินเดือนแพงแบบโรงพยาบาลในเมือง

เพราะงานที่เงินเดือนแพง ใช่ว่าทำแล้วจะมีความสุขเสมอไป บางคนย้ายงานมา เพราะความจำเป็นทั้งที่ตัวงานมันไม่ใช่ เรื่องนี้นิวัฒน์บอกว่า คนเราอย่ามัวหลงเงินตรา ต้องหาเหตุผลอื่นที่มากกว่าเงินทองได้แล้ว

อย่างน้อยๆ ต้องเป็นเหตุผลที่มาจากการเข้าใจตนเอง รู้ความต้องการของตนเองที่แท้จริง เพื่อยุติวงจรการเปลี่ยนงานแบบอัพเงินเดือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เสียที

ถ้าคิดอ่านทำอะไรคนเดียว ยังเห็นไม่เด่นชัดพอ ลองหาเพื่อนคู่หู คนรู้ใจช่วยไถ่ถาม สะท้อนความเป็นตัวเราให้ชัดเจน ดึงภาพฝันที่แท้จริงออกมาเหมือนโค้ชฟุตบอล ดึงความสามารถที่ซ่อนในตัวนักเตะแต่ละคนออกมาให้ได้

ที่สำคัญ เมื่อไรที่เราค้นพบและเข้าใจตนเองแล้ว อย่าลืมที่จะส่งต่อ แบ่งปันสิ่งดีๆเหล่านั้นไปยังคนรอบข้างด้วย

19 สิงหาคม 2557

ชีวิตอยู่กับที่

ไม่ได้เขียนซะนาน ลองกลับมาเขียนดูละกัน เพื่อปลดปล่อยอารมณ์สักหน่อย

ชีวิตอยู่กับที่ ในที่นี้คือการทำอะไรซ้ำซากจำเจ แม้กระทั่งการเดินผ่านทางตรงนี้ทุกวัน รับเงินเดือนทุกเดือน ซื้อมือถืออันใหม่อัพเดตเสมอ กินกาแฟเวลานี้ประจำ
ทั้งหมดนี่คือ ชีวิตที่อยู่กับที่
ทำไมถึงเรียกว่าอยู่กับที่น่ะเหรอครับ
ก็เพราะว่าเป็นการทำวนไปวนมา ไม่ไปไหนยังไงล่ะครับ
อย่างเช่น การรับเงินเดือน แม้จะบอกว่าจะเหมือนเดิมได้อย่างไรเงินเดือนมันขึ้นนะไม่ได้อยู่กับที่สักหน่อย นั่นล่ะครับคือการอยู่กับที่ เงินเดือนมันก็ขึ้นเหมือนเดิมซ้ำๆ

แล้วการซื้อมือถือรุ่นใหม่ๆล่ะซ้ำยังไง ไม่ต่างกันมันก็ออกมาใหม่อยู่ดี ออกมาใหม่เราก็ไปซื้ออันใหม่อีกยังไงล่ะครับผม

ทั้งหมดนี้ก็คือการทำเหมือนเหมือนกัน เป็นการทำตามกระแสก็ว่าได้ กระแสของผู้อื่นกำหนด
ไม่ใช่กระแสของตัวเองกำหนด เพราะฉะนั้นชีวิตเราก็จะเหมือนเดิมไม่ไปไหน แม้เงินเดือนเพิ่มขึ้นแต่ชีวิตก็ไม่เปลี่ยนไปไหนเลย

ถ้าทำตามกระแสที่ผู้อื่นเป็นคนกำหนดแบบนี้ คือไม่ต่างจากผู้ตามอยู่ร่ำไป เขาให้ทำอะไรก็ทำ ผู้เขาเป็นผู้กำหนดนั้นเอง

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังงงอยู่ล่ะก็ไม่แปลก เพราะคุณคือผู้ที่อยู่กับที่นั่นเอง

แล้วอะไรล่ะคือการไม่อยู่กับที่ การมีชีวิตที่อิสระยังไงล่ะครับ ไม่ต้องไปตามใครเขา เลือกที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ตัวเองอยากจะทำ
ถ้าใครยังไม่รู้ว่าชีวิตอิสระเป็นอย่างไรออกไปค้นไปหามา แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตมันสุดยอดขนาดไหน

สวัสดีครับพี่น้อง


19 พฤศจิกายน 2556

วิธีใช้รถให้คุ้ม


พอดีเมื่อวานผมมองรถเยอะบนถนนแต่ละคันมีแต่ที่ว่างเลยคิดขึ้นมาว่านี่พวกเขาใช้รถกันไม่คุ้มกันเลย รถมีที่นั่งเหลือตั้งเยอะเกือบทุกคัน และวันหนึ่งมีรถวิ่งตลอดคิดดูวันหนึ่งน้ำมันจะต้องใช้เท่าไหร่ เงินที่หมดกับค่าน้ำมันทั้งหมดเท่าไหร่ แล้วพืันที่ว่างทั้งหมดที่ไม่ได้ใช้มีเท่าไหร่ คิดดูแล้วผมว่าไม่คุ้มเลยกับพืันที่ว่างไม่ได้ทำอะไรเลย คิดไปคิดมาเราจะทำอย่างไรกับพืันที่ว่างดีเน้อ

ตอนนั้นกำลังรอรถตู้อยู่ หลายคนก็รอรถอยู่ ก็เลยปริ้ง!!! ถ้าเราเอาคนพวกที่รอไปใส่ที่รถคันที่ว่างดูล่ะ แล้วก็ให้คนพวกนี้จ่ายเงินน้อยลง จากปกติจ่าย 30 ก็เหลือสัก 20 บาท ลดค่าใช้จ่ายและค้นที่ว่างก็ได้เงินคนละ 20 บาทลดค่าใช้จ่ายเหมือนกันเพราะว่าเอาเงินไปจ่ายค่าน้ำมันประหยัดทั้งสองฝ่ายเห็นๆ สุดยอด

แล้วก็คิดไปต่อว่า เอ.. แล้วจะเอาอะไรไปบอกว่าจะไปไหนยังไงกันนะ เพราะถ้าไม่งั้นคงเสียเวลากันแย่เลยกว่าจะถามกันรู้เรื่อง

นี่เลยเทคโนโลยีใช้กันให้เป็นประโยชน์มากที่สุด แค่ส่งสัญญาไฟเข้าไปให้เข้าใจตรงกันตามนี้ 
เพราะว่าปกติเราก็จะรู้ระยะทางจากที่เราจะไปอยู่แล้วว่าเท่าไหร่ แค่เราเห็นสัญญาไฟคนขับก็รู้แล้วว่าเขาจะต้องรับคนไหนไป ลดเวลาในการถามลงเพราะแบ่งเป็นระยะทางตามสัญญาที่เข้าใจแล้ว อิอิ



เอะ.. แล้วแบบนี้มันจะปลอดภัยเหรอ เทคโนโลยีไงครับ ปกติก็แชร์กันอยู่แล้ว ก่อนขึ้นไปก็ถ่ายรูปคนขับหรือรถด้วยแล้วแชร์ซะเลย แค่นี้ก็ปลอดภัยแล้วมีเรื่องคุยจนกว่าจะถึงบ้านอีกไม่ต้องกังวลรอนานเมื่อถนนเต็ม เผลอๆอาจจะได้เพื่อนใหม่ๆแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ๆ Like กันยาวล่ะงานนี้

แค่นี้เราก็จะได้เพื่อนใหม่ ลดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องรอรถให้แถวยาว(นาน) like กันยาว

โอเคก็เป็นไอเดียแนะนำกันไป แต่ที่สุดแล้วเรื่องจริงคือใช้รถไม่คุ้ม หรือคุณคิดว่าอย่างไรกันบ้างเอ่ย? อิอิ

6 พฤศจิกายน 2556

ทำดีคืออะไรเอ่ย



ทำดีคืออะไรเหรอ?

สำหรับผม การทำดีคือสิ่งที่ทำแล้วเรามีความสุข ทำแล้วรู้สึกดี ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น แค่นี้

ที่ผมเขียนบทความนี้เพราะเห็นข้อความว่า เหนื่อยไหม...มีใครเห็นบ้างล่ะ ประมาณว่าเขาน่าจะทำเกี่ยวกับช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ผู้โพสต์อาจจะไม่ได้ทำแต่เห็นใจ เลยรู้สึกว่าทำไมทำดีไม่มีใครเห็นนะ 

ไม่ว่าคุณจะเป็นใครทำอะไร มากจากไหน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำมันจะอยู่กับเราไม่ทางไดก็ทางหนึ่ง ใครทำคนนั้นก็ได้ไม่มีใครได้สิ่งที่ไม่ได้ทำหรอกครับ เพราะทุกอย่างต้องเท่าเทียมกัน 

ผมลองมานึกดูบางที คนที่ทำดีอาจจะเข้าใจผิด คิดว่าการทำอยู่นั่นคือการทำดีที่แท้จริง หรือไม่ก็รู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับอะไรตอบแทนสำหรับการทำดีนี้เลย 
ประมาณว่า ผมก็ช่วยเหลือไปตั้งมากมายแต่ไม่เห็นได้อะไรกลับมาเลย เอ่อ นั่นคงไม่ใช่ทำความดีอ่ะป่าวครับ เพราะเราทำเราก็ได้เลยนะครับ ความสุขไงครับ อิอิ

ทำดีคือการไม่หวังผลใดๆ ทำแค่อยากทำ ทำแล้วมีความสุขนะครับผม

ลองดูนะครับ โลกคุณจะสดใส ทุกวัน




29 ตุลาคม 2556

คุณเป็นคนแบบไหน ในการขึ้นรถตู้


วินัยการขึ้นรถตู้
คุณเป็นคนแบบไหนในการขึ้นรถตู้เอ่ย

  • มาก่อนเลือกได้
  • มาก่อนเข้าด้านในสุด
มาก่อนเลือกได้ จะนั่งตรงไหนก็ได้ เพราะฉันวิ่งมาก่อน เพื่อให้ได้เป็นคนที่มาก่อนจะได้เลือกที่นั่งก่อน เหอะๆ หากเลือกแบบนี้ไม่ผิด แต่บอกถึงว่าคุณคือคนที่เห็นแก่ตัว ลองนึกดีๆ ทำไมคุณถึงเลือกนั่งตรงไหนก็ได้ เพราะคุณเลือกให้ตัวเองสบายโดยไม่คิดถึงคนอื่นและยังทำให้ผู้ที่มาทีหลังไม่สะดวกอีกต่างหาก 

มาก่อนเข้าด้านในสุด เป็นวินัยที่ต้องกระทำ ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย มันบอกถึงอุปนิสัยว่าคุณเป็นผู้ที่เสียสละ ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตน การทำสิ่งที่หลายคนยากจะทำ เป็นสิ่งที่ดีครับผม

เริ่มจากวินัยเล็กๆ แค่นี้ ต่อไปอนาคตรถในกรุงเทพโล่งแน่ๆครับผม

เพราะผมอยากให้สังคมเรามีความสุข ลดความเห็นแก่ตัว แล้วโลกคุณจะเปลี่ยนไป

23 กันยายน 2556

Just do it!


สวัสดีครับพ่อแม่พี่น้องวันนี้จะมาทำเสนอ just do it!

เป็นความหมายที่ฟังดูง่ายๆ Just do it! ทำมันซิ ทำมันซะ ประมาณนี้ เป็นคำสั้นๆ แต่ใจความน่าสนใจมากๆ

ใช่แล้ว เราทุกคนเกิดมามีสิ่งที่อยากจะทำอยากจะเป็นกันทุกคน อยากเป็นดาราดัง เป็นนักร้อง นักการเมือง นักธุรกิจ ครู คนธรรมดา อยากไปเที่ยวนู้เที่ยวนี่ เยอะแยะมากมาย

แต่จะมีสักกี่คนที่ทำมันจริงๆล่ะ แน่นอนมีประมาณไม่เกิน 10% ของทั้งหมดที่ทำมันและคนใน 10% เนี่ยแหละที่รู้จักชีวิตจริงๆ มีความสุขในสิ่งที่อยากทำแต่มันก็เป็นปกติในโลกปัจจุบันที่มีแค่นั้น

แล้วคนอีก 90% ล่ะทำไมถึงทำไม่ได้
เพราะเขาคิดว่าเขาทำไม่ได้ยังไงล่ะ เพราะ 90% จะคิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรอก ใครจะไปมีเวลาแบบนั้น ใครจะมีเวลาไปทำแบบนี้

คนพวกนี้วิธีคิดเขาจะแตกต่างจาก 10% อย่างเห็นได้ชัด คือ เมื่อคนเราคิดว่าทำไม่ได้หรอก อย่าไปทำเลย อย่าไปฝันเลย แบบนี้คุณกำลังปิดทางเลือกทุกทางเลือกที่จะทำในสิ่งที่เราอยากทำ อยากจะเป็น

ตัวอย่างเช่น
คนใน 90% จะคิดว่าทำไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ ทางเลือกของเขาคือ 0
คนใน 10% เราทำได้อยู่แล้ว แล้วจะทำมันเลยล่ะ ทางเลือกของเขาจะมีมากมายไม่รู้จบ

เห็นไหมครับตัวอย่างง่ายๆของผู้ที่ ทำ และไม่ทำ
ไม่ว่าคุณอยากจะทำอะไรก็แล้วแต่ เที่ยวรอบโลก มีเงินร้อยล้าน มีบ้านสิบหลัง มีตึกสูงๆ อยากอยู่นอกโลก คุณทำได้ ไปทำมันเลยดิ

แต่ถ้าบอกทำไม่ได้เมื่อไหร่ทุกสิ่งทุกอย่างจะจบอยู่ตรงนั้น

ลองคิดนะครับว่าคุณอยากเป็นแบบไหน ทุกคนมีทางเลือก และทุกอย่างเป็นไปได้ "แค่ทำมันซะ"

27 สิงหาคม 2556

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ กับ สามช่วงของความรัก

 

 พอดีผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ไปเจอหนังสือ "ฝนกล้วยให้เป็นเข็ม" ของ นิ้วกลม ถูกใจเลยเอามากฝากครับผม

     ความทุกข์ที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกดีๆ กับใครคนนั้นไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความอยากได้เขาคนนั้นมาอยู่ใกล้ๆ เหมือนอยากได้กระเป๋า รองเท้าสวยๆ ที่ถูกใจเป็นแค่ "ความอยากได้" ไม่ใช่ "ความรัก"

     ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องได้คนนั้นมาเป็นของเรา ไม่ต้องมีเขามาอยู่ข้างกายความรักเกิดขึ้นจากการทำความรู้จักจนเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น

     หาก "กระบวนการรัก" แบบนี้เกิดขึ้นจนครบวงจร รับรองว่าไม่มีความทุกข์
     ความทุกข์เกิดขึ้นทุกทีเมื่อแต่ละคนเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ความรักนั้นต่างไป ความรักคือการลดความสำคัญของตัวเองลง และคิดถึงคนที่เรารักมากขึ้นรักจึงทำให้โลกกว้างใหญ่และขยายหัวใจเราให้กว้างขึ้น

     เมื่อคิดถึงความสุขของคนที่เรารัก เราก็จะคิดถึงความสุขของตัวเองน้อยลง เมื่อคิดถึงตัวเองน้อยลง เราก็ทุกข์น้อยลง เพราะความทุกข์ส่วนใหญ่ล้วนมาจากการที่อะไรๆ ไม่ได้ดั่งใจตัวเอง

     ความรักทำให้รู้จักสละตัวตน รู้จักสุขเมื่อเห็นคนที่เรารักมีความสุข ทำให้ได้รู้ว่าความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ตัวเรามีความสุขเท่านั้น

     รักจริงไม่ทุกข์ รักที่ทุกข์คือรักไม่จริง
     เพราะรักที่ทุกข์นั้นแปลว่ายังคิดถึงตัวฉันมากกว่าตัวเธอ
     การพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักนั้นอาจทำให้เกิดทุกข์ แต่อย่างน้อยเราก็สุขที่เคยได้รักกัน และระหว่างทางของความรักเส้นนั้นก็มีสิ่งที่คุ้มค่ากับความทุกข์ เมื่อพลัดพราก สิ่งนั้นคือการที่เราได้รู้จัก "รัก"
     ถึงอย่างนั้น ความรักก็มีหลายระยะหลายช่วงเวลา

     ช่วงแรก ก็เหมือนรักลวงตา ทำอะไรให้กันก็ถูกใจไปเสียทุกอย่าง

     ช่วงกลาง เป็นช่วงพิสูจน์รัก เป็นช่วงทำความรู้จักและเรียนรู้ความแตกต่างหากใครผ่านช่วงนี้ไปได้ก็จะเข้าสู่ช่วงท้ายๆ ของความรัก ช่วงทำความรู้จัก เรียนรู้ ยอมรับ และทำความเข้าใจจึงเป็นช่วงสำคัญ คนสองคนนั้นมากจากโลกคนละใบไม่มีใครคิดเหมือนกันไปซะทุกอย่าง หากทั้งสองฝ่ายอยากเรียนรู้โลกของกันและกัน แบ่งรับแบ่งสู้ รักก็จะงอกเงย โลกสองใบก็จะไหลรวมกัน แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายเข้ากันไม่ได้ โลกทั้งสองแตกต่างเกินความพยายาม แผนการรักก็คงต้องพับเก็บไป

     ช่วงสุดท้าย เป็นช่วงชื่นชมกับดอกผลของต้นรัก เมื่อรู้จัก เข้าใจ ประคับประคองดูแลจนโลกสองใบไหลเข้าหากันจนกลายเป็นใบเดียวแล้ว ที่เหลือก็คือการดูแลซึ่งกันและกัน ช่วยให้กำลังใจกัน เมื่อได้อยู่อาศัยบนโลกใบเดียวกันมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คนสองคนซึ่งเคยต่างก็เขยิบเข้าใกล้ กลายเป็นคนที่คล้ายกันมากขึ้น ถึงจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็มีส่วนเกี่ยวกันอยู่เยอะ

อ่านแล้วเป็นยังไงกันบ้างครับ ผมคิดว่าผมอยู่ช่วงสุดท้าย(ไม่รู้คิดคนเดียวหรือเปล่า อิอิ)

คุณล่ะคิดว่าอยู่ช่วงไหนกันเอ่ย

ความรักทำให้รู้จักสละตัวตน รู้จักสุขเมื่อเห็นคนที่เรารักมีความสุข ทำให้ได้รู้ว่าความสุข ไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่ตัวเรามีความสุขเท่านั้น

9 สิงหาคม 2556

แบบนี้เลย เรียกว่าสุดยอด


ไปเจอที่เฟสบุกถูกใจมากๆ เลยเอามากฝาก

"Dobri Dobrev" อดีตทหารผ่านศึก อายุ 98 ปี
ผู้สูญเสียการได้ยินเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2

ทุกๆวัน เขาได้เดินเท้าจากหมู่บ้านของเข
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร เข้ามาในเมือง
ด้วยรองเท้า เสื้อผ้าที่ตัดเย็บเอง
และใช้เวลาทั้งวัน เพื่อ "ขอทาน"

ต่อมา โบสถ์สำคัญที่สุดของเมือง
ค้นพบว่า ชายชราขอทานยากจนผู้นี้
เป็นผู้บริจาคเงินให้โบสถ์เพื่อซ่อมแซม และ
บริจาคเป็นค่าสาธารณุปโภค
ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอีกด้วย
รวมเงินบริจาค มากกว่า 4 หมื่นยูโร

เงินที่เขาบริจาคนั้น ได้มาจากการขอทาน
ส่วนตัวเขานั้น ยังชีพอยู่ได้ด้วยเงินบำนาญ
ที่รัฐจ่ายให้ เดือนละ 80 ยูโรเท่านั้น..

ถ้าคุณคิดจะ "ให้" คุณไม่จำเป็นต้องร่ำรวยเสียก่อน
จึงจะให้ได้..
"ฐานะ" ไม่จำเป็นเลย ถ้าคุณคิดจะให้ผู้อื่น

ชายชราผู้นี้..คือ ผู้ร่ำรวย "ความสุข" ที่แท้จริง..

NatCha@ร้อย8-พัน9


อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับผมพอได้อ่านบทความนี้แล้วผมรู้สึกว่าพอจะรู้แล้วว่าชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร และนี่คือไอดอลของผม บอกตามตรงชอบมากๆ 

ชีวิตจะต้องการอะไรมากมาย ไม่ยึดติด มีความสุขในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่ดี
สักวันหนึ่งผมต้องมีจิตใจแบบลุงเขาให้ได้ 

31 พฤษภาคม 2556

เจอแล้ว! ภาษาเดียวจบ


วันนี้ผมแวะไปกินข้าวในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง เจอชาวต่างชาติกับคนไทยสามารถพูดกันรู้เรื่องได้ ด้วยภาษาที่ทุกคนก็รู้จัก นั่นก็คือ "ภาษามือ" แบบว่าสุดยอดดดดด

หากมีเวลาและมีที่เรียนผมจะหาเวลาไปเรียน เพราะผมสนใจภาษามือเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ผมสงสัยมาตลอดว่าเขาคุยอะไรกันหว่า น่าสนุกดี ผมอยากจะคุยกับเขาบ้าง ถ้าคุยภาษามือได้โลกก็คงจะกว้างขึ้นอีกเป็นแน่

แต่ผมลองมาคิดว่าถ้าทุกคนเรียนภาษามือกันหมดแม้กระทั่งประเทศอื่นๆ พวกเราก็จะสามารถคุยกันรู้เรื่องและสามารถคุยกับผู้ที่คุยได้แต่ภาษามืออย่างเดียวได้อีกด้วย ได้ทั้งเพื่อนเพิ่ม และคุยกับประเทศอื่นรู้เรื่องอีกต่างหาก  =^_^=  

เอาล่ะครับต่อไปนี้ก็เพิ่มวิชาหลักเข้ามาใหม่ให้กับคนบนโลก บอกให้เรียนภาษามือให้หมด หมดปัญหาเรื่องของภาษาจะได้ไม่ต้องมาเถียงกันว่าใช้ภาษาฉันดีกว่า ภาษานี้ดีกว่า เอาให้เป็นภาษาหลักกันไปเลยผมว่าช่วยการสื่อสารได้มากแน่ๆ เดี๋ยวนี้คุยเห็นหน้ากันผ่านโทรศัพท์ได้แล้วด้วย สามารถใช้ตอนที่เราอยู่ไกลๆกันก็ได้ แบบว่าพูดกันไม่ถึงก็ใช้ภาษามือแทนเป็นประโยชน์สุดๆ เข้าไปในที่มีเสียงดังๆ คุยภาษามือกันเป็นไง  จ๊าบบบหลาย  =^_^=  

ต่อไปเราก็คงคุยกันสะดวกมากขึ้นนะครับผม  =^_^= 

29 พฤษภาคม 2556

โปรดใช้วิจารณญาณในการใช้สื่อ


หากพูดถึงสื่อ ณ ปัจจุบัน มีผู้บริโภคสื่อมากขึ้นทุกวัน ปัจจัยเกิดจากการติดต่อสื่อสารปัจจุบันง่ายขึ้น เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้คนหันมาสนใจเรื่องข่าวสาร เพราะฉะนั้นเราควรรู้จักการบริโภคข่าวสาร ใช้ข่าวสารให้เป็นประโยชน์ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะเป็นโทษมหันเลยทีเดียว

ส่วนมากเป็นเรื่องที่ดี จากเมื่อก่อนไม่ค่อยมีใครสนใจอ่านหนังสือ ตรงนี้อาจเป็นจุดที่ดีที่ทำให้ปลูกฝังเรื่องการอ่านได้ แต่เมื่อมีเรื่องดีก็ต้องมีเรื่องร้ายด้วยเสมอ

หากคุณเป็นผู้บริโภคตัวโยง คุณจะเห็นสื่อบางสื่อทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้ หากคุณเจอสื่อที่ทำให้มีความแตกแยก สื่อที่เป็นบ่อนทำลาย คุณควรใช้วิจารณาญาณในการตัดสินใจ

หากคุณเจอสื่อประเภทนี้ควรทำอย่างไร

  1. ไม่ควรเข้าร่วมในสื่อนั้น เพราะสื่อนั้นทำมาเพื่อสร้างความแตกแยก
  2. วิเคราะห์ว่าสื่อนั้นมีวัตถุประสงค์อะไร เราจะได้ให้คำปรึกษาแก่ผู้ไม่รู้หรือเข้าร่วมได้
  3. ไม่ควรเข้าไปให้ความคิดเห็นหรือวิจารกับผู้อื่น อาจทำให้เราหัวแตกได้ =^_^= 
หากคุณเข้าใจและบริโภคสื่อเป็น รู้ว่าสื่อนี้ดีหรือไม่ดี คุณก็จะอยู่อย่างมีความสุขแล้วครับผม

ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/BangtatenPolice

27 พฤษภาคม 2556

โรงเรียนของผม ความคิดของใคร


ตั้งแต่เด็กจนเรียนจบการศึกษา ผมสงสัยมาตลอดว่าเรียนหนังสือทำไม เรียนแล้วได้อะไร น่าเบื่อ ไปเพราะมีเพื่อน ไปเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน =^_^=  ส่วนเรื่องเรียนผมนะเหรอไม่ต้องพูดถึงกากมาก  เวลาตอบคำถามครูผิดก็โดนตี ใครอยากจะโดนตีให้เจ็บ เรียนเพื่อให้โดนตีน่ะเหรอ แถมให้ทำไม้เรียวไปให้อีกครูตีอีก เพราะว่าไม้เรียวพังบ่อย ตีเด็กบ่อยประมาณนั้น
แต่ผมก็เรียนเพราะทุกคนเขาเรียนกัน และผู้ปกครองก็บอกเสมอว่าเรียนให้สูงๆ แล้วจะได้ดี(ได้ดีมันเป็นยังไงหว่า ได้เงินเดือนเยอะๆ เงินเยอะหมายถึงดีเหรอ =^_^= ) เริ่มเอาความคิดมาใส่หัวเรา จนเหมือนว่าเราต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้นะไม่อย่างนั้นผิด) ผมจะมีปัญหากับคนอื่นๆเสมอเรื่องความคิด

จากภาพด้านบนผมว่าหมายถึงกรอบความคิด เมื่อเราเป็นเด็กเรามีไอเดียที่สร้างสรรค์ มีจิตนาการ เปิดรับพร้อมเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง สนุกกับสิ่งต่างๆ แต่พอเข้าโรงเรียน กรอบความคิดโดนใส่กรอบ จิตนาการเปลี่ยนไป ไอเดียสร้างสรรค์หายไป คล้ายๆกับผู้ใหญ่ที่ชอบเอาความคิดมาใส่จนความจริงถูกบิดเบือน สิ่งสร้างสรรค์หายไป

สำหรับผมตอนนี้จะให้โทษผู้ใหญ่ ครู ผู้ปกครอง หรืออะไรไปก็เท่านั้น อนาคตก็ไม่อาจเปลี่ยนได้ เราต้องเปลี่ยนจากตัวเราเองเท่านั้น เริ่มจากเรา เริ่มจากคนสมัยใหม่ นี่คือสิ่งที่เป็นจริง ใครจะไปเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่สร้างต่อๆกันมาได้ นอกจากจะสร้างขึ้นมาใหม่เท่านั้น

คุณล่ะกรอบความคิดเป็นแบบไหน?

ภาพจาก https://www.facebook.com/kamonchanok.parnjai

22 พฤษภาคม 2556

เคยมั้ย รัก ห่วง แคร์ แต่ไม่ได้คืน


ไปอ่านเจอเลยเอามาฝาก สำหรับความรู้สึกที่แย่ นั้นเกิดจากตัวเราเอง เป็นเพราะว่าเราคาดหวังสิ่งที่จะได้รับกลับมา แต่กลับไม่ได้อย่างเราที่หวัง เราเลยรู้สึกแย่ (เศร้าจริงๆ =^_^= )

แบบว่าฉันรักคุณนะแต่ทำไมคุณไม่รักตอบฉันบ้างเลย เรารู้สึกแย่ทำไมคุณไม่สนใจฉัน เพราะหวังว่าเขาจะรักตอบกลับมาแต่บางทีความรักของคนเราไม่เหมือนกันมันไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรือแบบนี้ถึงจะเรียกว่ารัก  รักก็คือรัก ถ้าหากคุณอยากให้เขารักเรา คุณก็รักตัวเองก่อน ดูแลตัวเองแล้วเขาจะรักคุณ อย่าไปยึดติดกับผู้อื่น อยากได้อะไรก็เริ่มจากตัวเราก่อน ไม่เช่นนั้นปัญหาจะเกิดขึ้น(กำแว้ว งอนตูอีกแล้ว  =^_^= )

ลองมองกลับกันดูว่าความรู้สึกแย่นั้นไม่ได้เกิดจากคนอื่นกระทำให้คุณแย่ แต่คุณแย่เพราะผิดหวังกับสิ่งที่คุณหวังต่างหาก เพราะฉะนั้น หากรัก ห่วง แคร์ เขาจริงๆ เราไม่ควรหวังสิ่งใดๆตอบแทน แล้วคุณจะไม่รู้สึกแย่อีกต่อไป 

ภาพจาก  www.facebook.com/HotIssueThailand

21 พฤษภาคม 2556

คำพูดแสดงตัวตนของเรา

คำพูดของคุณที่ออกมาทั้งหมดมันคือสิ่งที่คุณเป็น จะสังเกตุเห็นได้จาก social network มากมายจะมีคนโพสต์ว่าคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง บ่นความรู้สึกบ้าง ระบายความในใจอะไรต่างๆนาๆให้คนอื่นได้อ่านกัน สิ่งเล่านั้นทั้งหมดก็คือตัวตนที่คนๆนั้นเป็นนั่นเอง

หากใครที่โดนว่า โดนด่า โดนตำหนิ โดยจากใครก็แล้วแต่ไม่ต้องไปคิดอะไรมากนะครับ คิดแค่สิ่งที่เขาพูดมันจริงหรือเปล่า ถ้ามันจริงแล้วไม่ดีเราก็แค่ปรับปรุงตัว พัฒนาให้เราดีขึ้น(เสร็จเรา เทพขึ้นอีกแว้ว) ส่วนคำที่ทำให้เราฉุนเฉียวก็ปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้นได้เลย เพราะว่าคำพวกนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเราเลย

ส่วนคำพูดที่ผมบอกว่ามันบอกตัวตนของผู้ที่พูดออกมามันเป็นยังไงน่ะเหรอ
ผมคิดว่าไม่ว่าเราหรือใครพูดออกไปสักคำมันคือเราเองนั่นแหละครับ เหมือนเราพูดกับกระจกยังไงอย่างนั้นเลย มันก็จะท้อนเข้ามาหาเราอยู่ดี

ตัวอย่างเช่น ผมเกิดอาการกดดันแล้วทำให้ผมบ่นออกมาว่า เคลียดโว้ย แม่งเมื่อไหร่จะเลิกทำตัวอย่างนั้นอย่างนี้ว่ะ (ตัวอย่างนะครับ  =^_^= )
นั่นก็หมายความว่า เราเคลียดนะ แม่งเมื่อไหร่เราจะเลิกทำตัวอย่างนี้ซะทีวะ สาดดด =^_^= 

หรือผมอาจจะทำผิดมาแล้วกล่าวว่าโทษคนอื่นว่า ทำไมเขาทำงานไม่ดี ทำให้คนอื่นเกิดปัญหาไปหมด
นั่นก็หมายความว่า ทำไมเราไม่ทำงานให้ดีๆ มัวแต่โทษคนอื่น จนเกิดปัญหาไม่จบสิ้นสักทีเน้อ  =^_^= 

หรือโทษแฟน ประมาณว่าทำไมทำตัวมีปัญหาจังนะ ขี้วีนขี้เวี่ยงจัง น่ารำคาญจริงๆ
นั่นก็หมายความว่า ทำไมตูทำตัวมีปัญหาจัง ถึงทำให้เขารำคาญจนเวี่ยงเราเนี่ย อิอิ

เพราะฉะนั้นก็อย่างไปโกรธเคือง หรืออคติกับคนอื่นไปนะครับ อยู่แบบของเราปรับปรุงเราเอง เขาเพียงแค่โปรโมทตัวเอง ถ้าหวังดีกับเขาจริงๆก็อย่าไปคิดมากเลยครับ เข้าใจเขาเถอะครับ

ลองฝึกดูนะครับ มันจะทำให้เราคิดแต่สิ่งดีๆ ทำในสิ่งดีๆ เจอแต่ในสิ่งดีๆ ครับผม

ชีวิตใหม่


ไม่มีอะไรจะสดใส บริสุทธิ์เท่ากับชีวิตใหม่อีกแล้ว

การมีลูกผมก็ไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเพราะผมยังไม่รู้ อิอิ แต่ผมว่าการเกิดเป็นอะไรที่สุดยอดที่สุดแล้วครับ มีคนตัวเล็กๆที่ออกมากจากท้องผู้หญิง นอนในท้องตั้ง 9 เดือน เวลาตืนมาเขาคิดอะไรเป็นเรื่องแรกกันนะ

ผมว่าเขาไม่ได้คิดอะไรหรอกม้าง ออกมาใหม่ๆจะคิดอะไรได้ หรือว่าคิดได้หว่า แบบว่าพ่อตูอยู่ไหน หน้าตาเป็นยังไง เกรียนขนาดไหน หรือแม่หนูหน้าตาเป็นไงหนอ ผมว่าไม่น่าจะใช่  =^_^= 

แต่ถ้าดูในภาพผมคิดว่าหนูอยากหลับอย่ามายุ่งกะหนูมากกว่านะ หนูไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น อย่าเอาความเกรียนมาใส่หนูเลย อิอิ จ้าๆๆ โทษทีครับผม

สิ่งที่เกิดมานี่เขาจะเป็นยังไงผมคิดว่า อยู่ที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเขามากกว่า ประมาณว่า เป็นคอมพิวเตอร์ว่างๆมีแต่ระบบปฏิบัติการ ยังไม่มีโปรแกรมอะไร ไม่มีไวรัส ส่วนโปรแกรมก็คงมาจากประสบการณ์ ตามแบบ ตามอย่าง จะเรียนรู้ได้ยังไงถ้าไม่มีต้นแบบ จริงไหมครับ ก็ไม่แปลกที่เวลาเกิดมานิสัยจะเหมือนกับคนที่อยู่ข้างๆหรือเลี้ยงดูเรามา

เอาล่ะถ้าอยากให้เขาเป็นแบบไหนก็ต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะให้เขาอยู่กับใคร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญก็คือเขาน่าจะมีพืันฐานของจิตใจของตัวเขาเองอยู่แล้ว

ท้ายนี้ขอให้เด็กทุกคนเป็นคนดีนะครับผม

บทเริ่มของบล็อก

บทเริ่มของเอกชัย

ผมเขียนบล็อกนี้ก็เพื่อเผยแพร่แนวคิด มุมมอง เรื่องส่วนตัว เรื่องที่ผมสนใจ อยากให้ผู้อ่านหรือผมอ่านแล้วสบายใจ =^_^= 

คำว่า สบายๆ กับสไตล์คิดบวก 
แบบว่า สบายๆ กับ สไตล์คิดบวก ผมก็ตั้งไปให้มันหมายความว่าเข้ามาแล้วอยากให้สบาย มีความสุข ประมาณนั้นครับ

เป็นมุมมองส่วนตัวของผมเอง ผมคิดว่าการอธิบายสิ่งที่ตัวเองคิดหรือเข้าใจออกไปก็เป็นการเรียนรู้ตัวเองไปในตัว ทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องเข้าใจไปทุกอย่างบนโลกทั้งหมดมั้งครับ แค่ลองเรียนรู้ตัวเองผมคิดว่าน่าจะมีอะไรหลายๆสิ่งที่เราก็มองข้ามไป หรือบางสิ่งที่ยังค้นหาไม่เจอก็ได้ 

สุดท้าย หวังว่าผมหรือผู้อ่านที่หลงเข้ามา ถูกใจ สบายใจ ยิ้มๆ อันไหนไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจนะครับ =^_^=